
การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน
การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน

นโยบายและความมุ่งมั่นขององค์กร
บ้านปูมุ่งมั่นพัฒนาชุมชนอย่างมีความรับผิดชอบและครอบคลุมในทุกพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ ภายใต้นโยบายการมีส่วนร่วมของชุมชน บริษัทฯ สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ชนพื้นเมือง กลุ่มเปราะบาง หน่วยงานรัฐ และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ อย่างโปร่งใส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว แนวทางการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของบริษัทฯ ให้ความเคารพต่อสิทธิของชุมชน เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และจัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ สร้างคุณค่าร่วมผ่านการจ้างงานและการจัดซื้อจัดจ้างในท้องถิ่น การพัฒนาทักษะแรงงาน และโครงการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทุกหน่วยธุรกิจดำเนินงานตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดในแต่ละพื้นที่ รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) พร้อมทั้งบูรณาการการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)
แนวทางการบริหารจัดการ

The Company has established the Community Engagement Policy and related standard practices to ensure consistent compliance and implementation across all business units. We develop strategies and set targets for community engagement activities in alignment with local regulations and international frameworks, including the UN SDGs. In collaboration with local communities, engagement activities are carried out across 6 key areas:
1. Economic development
2. Education development
3. Health and sanitation development
4. Environmental conservation
5. Social and cultural promotion
6. Basic infrastructure development
The Company prioritizes community engagement throughout every stage of operation – pre-operation, operation, and post-operation, emphasizing the involvement of community members in the design, implementation, monitoring, review, and evaluation of initiatives. For example, we develop community engagement plans that align with community needs and complement government development initiatives.
To strengthen local participation, the Company and local communities have jointly established Community Consultative Committees (CCCs), comprising representatives from local communities, local government, and the Company. These committees collaborate on project planning, progress monitoring, and issue resolution for the greatest benefit to society.
Certain operations may have significant actual or potential impacts on local communities due to their scale or proximity. The Company identifies these impacts through baseline studies, Environmental and Social Impact Assessments (ESIAs), and ongoing monitoring. For operations with significant impacts, Banpu implements specific mitigation plans addressing issues such as land use, resettlement, livelihoods, cultural heritage, access to resources, and community safety. These measures are developed in consultation with affected communities and are monitored through CCC meetings and independent assessments. In the event of significant changes during project implementation, the ESIA will be reassessed and updated accordingly to ensure that mitigation measures remain appropriate and responsive to evolving conditions.
All community programs are regularly monitored and evaluated through CCC review meetings and community perception surveys to assess community perception, acceptance levels, concerns, and recommendations. The insights from these surveys are used to improve operations, ensuring they better serve community needs and enhance overall satisfaction. In Indonesia, an annual community satisfaction survey is conducted specifically on community engagement programs. The results provide valuable feedback and support the continuous improvement of community development initiatives. To maximize effectiveness, the Company applies the SROI framework to evaluate the social impacts of community development activities and enhance operational efficiency.
การบริหารจัดการการมีส่วนร่วมกับชุมชน
บริษัทฯ ดำเนินการทบทวนความเหมาะสมในการนำการมีส่วนร่วมกับชุมชนไปใช้ทั้งกลุ่มบริษัทฯ เป็นประจำทุกปี โดยพิจารณาจากขอบเขตการควบคุมการดำเนินงาน ลักษณะกิจกรรม และความเสี่ยงหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน ในปี 2568 มีหน่วยธุรกิจจำนวน 27 แห่ง ที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวและดำเนินการจัดการด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชนตามที่กำหนด สำหรับหน่วยธุรกิจอื่น ๆ ได้รับการประเมินว่าไม่อยู่ในขอบเขตที่ต้องดำเนินการ เนื่องจากไม่อยู่ภายใต้อำนาจการบริหารจัดการของบริษัทฯ หรือมีที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับชุมชนท้องถิ่นหรือไม่มีผลกระทบต่อชุมชนที่มีนัยสำคัญ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนการนำการมีส่วนร่วมกับชุมชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีนัยสำคัญและความเหมาะสมของบริบทของแต่ละพื้นที่ดำเนินงาน
การเก็บข้อมูลพื้นฐานชุมชน
บริษัทฯ จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานชุมชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน และปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ โครงสร้างประชากร การประกอบอาชีพ ทรัพยากร ความเป็นอยู่ และศักยภาพในการพัฒนา ข้อมูลดังกล่าวจะนำเสนอให้แก่คณะกรรมการที่ปรึกษาชุมชน ซึ่งมีผู้แทนจากกลุ่มชนพื้นเมืองและกลุ่มเปราะบางเข้าร่วม เพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมมุมมองที่หลากหลาย ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือกับชุมชน บริษัทฯ สามารถพัฒนาแผนการมีส่วนร่วมกับชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ สะท้อนความต้องการของชุมชน และสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือกับผู้รับเหมาในการเสริมสร้างศักยภาพชุมชน
บริษัทฯ ร่วมมือกับผู้รับเหมาท้องถิ่นในการสนับสนุนดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยผู้รับเหมาหลายรายได้มีบทบาทเชิงรุกในการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการวางแผนร่วมกับบริษัทฯ การจัดสรรงบประมาณ การบริหารจัดการทรัพยากร และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ด้วยความร่วมมือดังกล่าว บริษัทฯ และผู้รับเหมาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน ขยายประโยชน์สู่ชุมชนท้องถิ่นได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และลดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการโครงการ
การบริหารจัดการข้อร้องเรียนของชุมชน
บริษัทฯ จัดทำมาตรฐานการบริหารจัดการข้อร้องเรียนของชุมชน (Community Complaint Management Standard) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการรับและจัดการข้อร้องเรียนจากชุมชนเป็นไปอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันในทุกหน่วยธุรกิจ โดยกรอบการดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมการบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชนพื้นเมือง รวมถึงกระบวนการฟื้นฟูชุมชนที่สอดคล้องกับกรอบการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานด้านการจัดการข้อร้องเรียนยังถูกรายงานต่อคณะกรรมการความยั่งยืนในระดับผู้บริหารและคณะกรรมการ ESG ในระดับคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและความรับผิดชอบที่ชัดเจน
ภาพรวมการดำเนินงานในรอบปี
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้เสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนผ่านการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาชุมชน 10 ครั้งในอินโดนีเซีย และการประชุมคณะอนุกรรมการระดับกลุ่มเหมือง 17 ครั้ง ในออสเตรเลีย การประชุมร่วมกับผู้แทนชุมชน 5 ครั้ง ในมองโกเลีย และการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน 80 ครั้ง ในสหรัฐฯ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับข้อร้องเรียนที่มีนัยสำคัญจากชุมชนในไทยจำนวน 3 เรื่อง ซึ่งได้รับการแก้ไขครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และรายงานต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการกำกับดูแลของบริษัทฯ
เพื่อยกระดับโครงการพัฒนาชุมชน บริษัทฯ ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของชุมชนเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2568 ผลสำรวจดัชนีความพึงพอใจของชุมชน (Community Satisfaction Index: CSI) ในเหมือง 3 แห่งในอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 88 หรือระดับพึงพอใจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้นำกรอบการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) มาใช้กับโครงการพัฒนาชุมชนจำนวน 7 โครงการ ในอินโดนีเซีย เพื่อประเมินและเพิ่มประสิทธิผลทางสังคมให้แก่ชุมชน
เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน บริษัทฯ ดำเนินการประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ครอบคลุมทุกหน่วยธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ การประเมินดังกล่าวจะได้รับการทบทวนอีกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อโครงการที่ได้รับอนุมัติ เพื่อให้มั่นใจว่าผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ได้รับการบริหารจัดการและลดลงให้น้อยที่สุด แนวทางนี้ช่วยให้บริษัทฯ สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 สัดส่วนหน่วยธุรกิจที่กำหนดที่มีการดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและการประเมินผลกระทบทางสังคมอยู่ที่ร้อยละ 100
