
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ



นโยบายและความมุ่งมั่นขององค์กร
บ้านปูมุ่งมั่นสร้างความสามารถในการรับมือและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมทั้งกระบวนการดำเนินงาน บุคลากร และห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทฯ ตามนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กรในระยะยาว โดยการผนวกมาตรการปรับตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนดำเนินงานและการบริหารจัดการสินทรัพย์ แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนผ่านมาตรการอนุรักษ์และแหล่งน้ำทางเลือก การประยุกต์ใช้แนวทางเชิงธรรมชาติ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งส่งเสริมความตระหนักรู้และสร้างความร่วมมือกับพนักงาน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและยกระดับความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทฯ บูรณาการความยืดหยุ่นและสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ และการบริหารความเสี่ยงขององค์กร โดยมีการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อประกอบการตัดสินใจด้านการลงทุนและการสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยมีคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะทำหน้าที่กำกับและผลักดันการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมทั่วทั้งองค์กร
บริษัทฯ นำการวิเคราะห์สถานการณ์จำลองสภาพภูมิอากาศ (Scenario analysis) มาใช้เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคตและระบุแนวทางการปรับตัว ในกรณีที่พบความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ บริษัทฯ ดำเนินมาตรการตอบสนองผ่านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดผลกระทบทางกายภาพ การกระจายแหล่งน้ำและเพิ่มมาตรการอนุรักษ์ รวมถึงใช้แนวทางการปรับตัวโดยอิงระบบนิเวศ นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินเพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักที่เกิดจากสภาพอากาศรุนแรง ขณะเดียวกัน บ้านปูยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่พนักงาน เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานเข้าใจความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและแนวปฏิบัติในการปรับตัว ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถปกป้องบุคลากร รักษาเสถียรภาพในการดำเนินงาน และสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจในระยะยาว
ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาส
Impact Materiality
การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างไม่เพียงพออาจนำไปสู่ภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในพื้นที่
Financial Materiality
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่เพียงพออาจส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักในการดำเนินงาน ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น บทลงโทษจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ การด้อยค่าของสินทรัพย์ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง
ภาพรวมการดำเนินงานในรอบปี
ในปี 2568 บริษัทฯ เดินหน้าเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการประเมินความเสี่ยงและโอกาสอย่างครอบคลุม และนำผลการประเมินมาใช้ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์โดยใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว ตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ สัดส่วนหน่วยธุรกิจที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 83 สะท้อนถึงการดำเนินงานที่มีความครอบคลุมและสม่ำเสมอในทุกพื้นที่
ในระดับหน่วยธุรกิจ บริษัทฯ ได้ลงทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับสภาพอากาศรุนแรง รวมถึงการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมาใช้ นอกจากนี้ จากการประเมินพบว่าการขาดแคลนน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ยกระดับการวางแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจผ่านการฝึกซ้อมตามสถานการณ์จำลองและพัฒนามาตรการรองรับเพื่อรักษาเสถียรภาพของการดำเนินงานในกรณีเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยครอบคลุมแผนตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน การจัดสรรทรัพยากร และกรอบการสื่อสาร เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของการดำเนินงานให้เหลือน้อยที่สุด โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ของเหตุการณ์หยุดชะงักทางธุรกิจอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม
